zhmyfn.jpg

ลางสาด

อุตรดิตถ์.

zhM3Yg.jpg

เขื่อนสิริกิต์

อุตรดิตถ์.

zkW3bZ.jpg

หลวงพ่อเพชร

อุตรดิตถ์.

zkdjqI.jpg

ภูสอยดาว

อุตรดิตถ์.

zZ3ydf.jpg

สับปะรด ห้วยมุ่น

อำเภอน้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

09/07/2560

Laplae Museum

พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล

เมืองลับแลนั้นเป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่เดิมคงเป็นเมืองที่การเดินทางไปมาไม่สะดวก เส้นทางคดเคี้ยว ทำให้คนที่ไม่ชำนาญทางพลัดหลงได้ง่าย จนได้ชื่อว่าเมืองลับแล ซึ่งแปลว่า มองไม่เห็น มีเรื่องเล่ากันว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปถึงเมืองลับแล

ประติมากรรมแม่ม่ายเมืองลับแล บริเวณประตูเมืองลับแล (ใหม่) แสดงถึงตำนานเล่าขานของเมืองลับแลอันเป็นที่เลื่องลือมาช้านาน

ตำนานเมืองลับแล

ตำนานนี้เล่ากันสืบมาว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่ง (น่าจะเป็นคนเมืองทุ่งยั้ง) เข้าไปในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมา ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้ ครั้นได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ เพราะชายหนุ่มแอบหยิบมา นางวิตกเดือดร้อนมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วยเพราะปรารถนาจะได้เห็นเมืองลับแล หญิงสาวก็ยินยอม นางจึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมืองซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง ชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน

วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มผู้พ่อเลี้ยงบุตรอยู่ บุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า "แม่มาแล้วๆ" มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้วนางก็กลับไปเมืองลับแล ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรก็จำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขามีความรู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อยๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด ครั้นเดินทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิม บรรดาญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดุก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทอง แต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/WIKI/อำเภอลับแล

 










































08/07/2560

Nam phi steel well

บ่อเหล็กน้ำพี้
อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร มีถนนลาดยางสะดวกต่อการเดินทางมาชมบ่อเหล็กน้ำพี้ เป็นบ่อเหล็กกล้ามีอยู่หลายบ่อด้วยกัน แต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนมีอยู่ 2 บ่อ คือ "บ่อพระแสง"และ"บ่อพระขรรค์" โดยบ่อพระแสงจะเป็นบ่อที่มีเนื้อเหล็กดีกว่า



อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร มีถนนลาดยางสะดวกต่อการเดินทางมาชมบ่อเหล็กน้ำพี้ เป็นบ่อเหล็กกล้ามีอยู่หลายบ่อด้วยกัน แต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนมีอยู่ 2 บ่อ คือ "บ่อพระแสง"และ"บ่อพระขรรค์" โดยบ่อพระแสงจะเป็นบ่อที่มีเนื้อเหล็กดีกว่า

บ่ออื่น ในสมัยโบราณนายช่างผู้สร้างพระแสงดาบถวายพระมหากษัตริย์ จะนำเอาเหล็กน้ำพี้ที่บริเวณบ่อพระแสงไปถลุงทำพระแสงดาบ จึงเรียกว่า"บ่อพระแสง"ส่วนบ่อพระขรรค์เข้าใจว่าเป็นบ่อที่นำเอาเหล็กจากบริเวณนี้ไปถลุงทำพระขรรค์ จึงเรียกว่า "บ่อพระขรรค์"

เหล็กน้ำพี้ เป็นเหล็กที่มีคุณภาพสูง เมื่อนำมาถลุงได้เนื้อเหล็กแล้วนำไปตีเป็นอาวุธของใช้ต่างๆเนื้อเหล็กจะคมวาว สีเขียวคล้ายปีกแมลงทับ เหนียวและอ่อน ดาบคู่มืออันลือชื่อของพระยาพิชัยดาบหักที่ชื่อว่า"ดาบนันทกาวุธ"นั้นก็ตีจากเหล็กน้ำพี้และมีความเชื่อกันว่าเหล็กน้ำพี้สามารถล้างอาถรรพ์ได้

บ่อเหล็กน้ำพี้ถือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัฐ เคยมีผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจพบว่าเป็นแหล่งเหล็กกล้าที่มีคุณภาพดีมาก แต่มีปริมาณน้อยไม่พอที่จะทำการอุตสาหกรรม ปัจจุบันจึงห้ามมิให้ผู้ใดขุดและได้สงวนไว้เป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ต่อไป















07/07/2560

อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน Lam Nam Nan

อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน
  

การเดินทางมาสู่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ สามารถเดินทางจากจังหวัดอุตรดิตถ์โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1045 (อุตรดิตถ์ เขื่อนสิริกิติ์) ผ่านสามแยกร่วมจิต (อ.ท่าปลา) ระยะทางราว 35 กิโลเมตร ต่อไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร เมื่อผ่านหมู่บ้านห้วยเจริญจะพบทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อยู่ทางซ้ายมือเข้าไปอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ 

พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนที่อยู่สูงกว่าระดับเก็บกักน้ำสูงสุดของเขื่อนสิริกิติ์ มีพื้นที่ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นอ่างเก็บน้ำซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ขวางกั้นลำน้ำน่าน มีพื้นที่ 203 ตารางกิโลเมตร (126,875 ไร่)และส่วนที่เป็นผืนป่า ประกอบด้วยสภาพป่าฝั่งซ้ายของอ่างเก็บน้ำมีความลาดชันไม่มากนัก และสภาพป่าฝั่งขวาทั้งในท้องที่จังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดแพร่ มีสภาพเป็นเทือกเขาสูง ประกอบด้วยดอยแม่แนง ดอยสันผักเหียก ดอยสันผาหมู ดอยปางม่วงคำ ดอยผาตืบ ดอยจะค่าน เขาหาดล้า เขาห้วยจันทร์ ภูม่อนกระต่าย ภูขอนแก่น และมีภูพญาพ่อเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในพื้นที่ ซึ่งเป็นเป็นกั้นเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดแพร่มีความสูง 1,350 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทั้งยังเป็นต้นน้ำลำธารไหลลงสู่แม่น้ำยมในจังหวัดแพร่ และอีกส่วนหนึ่งไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์จังหวัดอุตรดิตถ์

ทะลสาบลำน้ำน่าน "ทะเลสาบสุริยันต์จันทรา" ซึ่งสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระจันทร์ขึ้นแสงกระทบกับพื้นน้ำแลมองดูงดงามยิ่งนัก







ลานกางเต็นท์ริมทะเลสาบลำน้ำน่าน



ทรีเฟินหรือเฟินต้นสามารถพบได้บริเวณเส้นทางสายเชิงทอง-กิ่วเคียนในเขต อช.ลำน้ำน่าน


พายเรือแคนูชมทิวทัศน์บริเวณทะเลสาบลำน้ำน่าน

ที่ตั้งและแผนที่

สถานที่ติดต่อ : หมู่ที่ 8 ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ 53190

โทรศัพท์ : 055-436751 090-6047793

อีเมล : namnan_2541@hotmail.com

ที่มา : http://park.dnp.go.th/visitor/nationparkshow.php?PTA_CODE=1086

 



03/07/2560

วัดพระฝาง Wat Phra Fang Sawangkamuninat


วัดพระฝางสวางคมุนีนาถ

ตั้งอยู่ที่บ้านพระฝาง ตำบลผาจุก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1045 จนถึงทางหลวงสายหลักหมายเลข 11 เลี้ยวขวาไปทางจังหวัดพิษณุโลกประมาณ 3 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายจากทางแยกเข้า ไปตามถนนลาดยางอีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดพระฝางสวางคมุนีนาถ ซึ่งในอดีตอาณาบริเวณ วัดแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งเมืองสวางคมุนี หรือ เมืองฝางอัน เป็นเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และเคยเป็นแหล่งชุมนุมก๊กพระเจ้าพระฝางสมัยธนบุรี โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดพระฝางสวางคมุนีนาถ คือ เจดีย์พระมหาธาตุเมืองฝาง พระวิหารเก่าหลังใหญ่

ที่ผนังด้านหน้ามีประตูใหญ่อยู่ตรงกลาง เป็นบานประตูไม้แกะสลักงดงามมาก ปัจจุบันนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดธรรมาธิปไตย ภายในวิหารมีพระประธานองค์ใหญ่อยู่องค์หนึ่ง

 และมีพระอุโบสถเก่าหลังหนึ่ง เคยเป็นที่ ประดิษฐานพระฝางซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด ให้อัญเชิญไปไว้ที่วัดเบญจมบพิตรกรุงเทพมหานคร









พระฝางซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง


Wat Phratan Sila-at

วัดพระแท่นศิลาอาสน์

 วัดพระแท่นศิลาอาสน์อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดพระยืนพุทธบาทยุคล มีอาณาเขตติดต่อกัน เชื่อกันมาว่าแต่โบราณว่าพระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งเพื่อบำเพ็ญอธิษฐานพระบารมี ณ แท่นศิลาแลงแห่งนี้ สำหรับพระแท่นเป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 8 ฟุต ยาว 9 ฟุต 8 นิ้ว สูง 3 ฟุต มีมณฑปครอบอยู่ในวิหาร ตัววิหารมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน

 วัดพระแท่นศิลาอาสน์สันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัยคู่มากับเมืองทุ่งยั้ง แต่เพิ่งจะมาเลื่อมใสกันมากในสมัยอยุธยา ดังพระนิพนธ์ว่า"...........ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ เมื่อพ.ศ.2283 ได้เสด็จขึ้นไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ และครั้งนั้นได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์มหาเจดีย์สถาน ณ ที่ต่างๆตามหัวเมืองเหนือ แต่พระแท่นศิลาอาสน์คงเป็นที่น่านับถือของมหาชนว่าเป็นมหาเจดีย์สถานมาก่อนรัชกาลพระเจ้าบรมโกศแล้วจึงได้เสด็จไปนมัสการในวิหารยังมี "ธรรมมาสน์"สมัยอยุธยาอยู่อีก 1 ชิ้น ตัว"ธรรมมาสน์"สลักเป็นลายกระจังใบเทศ 3 ชั้น ลงรักปิดทอง ลักษณะอ่อนช้อยงดงามมาก

งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ พระพุทธบาทยุคลและพระนอนพุทธไสยาสน์ จัดขึ้นในช่วงขึ้น 8 ค่ำถึง 15 ค่ำ เดือน 3 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันมาฆบูชาของทุกปี ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์และวัดพระนอนพุทธไสยาสน์